ประเทศของเราได้หรือเสียประโยชน์

1. ผลดี

1.1 ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้ามีการค้าเสรีระหว่างกันจะก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ และหลักการในเรื่องของ comparative advantage การได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ การแบ่งงาน การผลิตสินค้า รวมถึงในเรื่องของ Economy of Scale การประหยัดโดยขนาด เมื่อผลิตจำนวนมากจะทำให้ต้นทุนถูกลง หลักการต่างๆ เหล่านี้ จะเกิดประโยชน์จากการจัดทำเขตการค้าเสรี

1.2 ถ้ามีการเปิดการค้าเสรี การส่งออกจะง่ายขึ้น จะสะดวกมากขึ้น ตลาดจะเปิดกว้างขึ้น การส่งออกจะเพิ่มมากขึ้น การค้าระหว่างกันก็จะเพิ่มมากขึ้น

1.3 จะเป็นผลพลอยได้มาจากการจัดทำเขตการค้าเสรีคือ จะกระตุ้นให้เป็นตลาดที่ใหญ่ขึ้น ก็จะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และเมื่อมีประเทศใดประเทศหนึ่งจัดทำเขตการค้าเสรีแล้ว จำเป็นที่จะต้องลดภาษีลงมา หมายความว่าอุตสาหกรรมนั้นๆ ที่ก่อนหน้านั้นรัฐบาลอาจจะต้องปกป้อง จะต้องพยายามปรับตัวเพื่อที่จะให้มีความสามารถที่จะต่อสู้แข่งขันได้ อันนี้จะเป็นผลดีทางอ้อม คือ ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ของเขตการค้าเสรีนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

1.4 เมื่อมีการจัดทำเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการจัดทำเขตการค้าเสรีในลักษณะพหุภาคี คือเป็นกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มอาเซียน หรือกลุ่มของสหภาพยุโรป มีผลที่ทำให้กลุ่มนั้นๆ มีอำนาจการต่อรอง อำนาจการเจรจาระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

1.5 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า องค์การการค้าโลก WTO ประสบปัญหา สะดุดอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล้มเหลวของการเจรจาที่ Seattle เพราะฉะนั้น ก็เป็นแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ หันไปหาทางเลือกอื่นหรือช่องทางอื่น ในการกระตุ้นการค้าระหว่างกัน หลายๆ ประเทศหันมาหาทางเลือกในการจัดทำเขตการค้าเสรี ทั้งทวิภาคีและในระดับภูมิภาค เพราะถ้ารอ WTO หรือจะหวังพึ่ง WTO ที่จะมาเป็นกลไกในการเปิดตลาดการค้าเสรี คงจะต้องอีกนาน คงจะรอไม่ได้แน่

1.6 การที่ประเทศใดจัดทำเขตการค้าเสรีกับอีกประเทศหนึ่งนั้น มีนัยทางด้านการเมืองระหว่างประเทศด้วย คือ จะเป็นการเข้าไปใกล้ชิดกับอีกประเทศหนึ่ง ในขณะที่ เท่ากับว่า เป็นการถ่วงดุลอำนาจกับอีกประเทศหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น จีนในขณะนั้น กำลังเข้ามาใกล้ชิดกับอาเซียนมากขึ้น อันนี้มีนัยทางการเมืองคือ จีนจะมีบทบาท มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการเมือง และถ้าอเมริกาต้องการจะถ่วงดุลอำนาจจีน ก็ต้องเข้ามาทำเขตการค้าเสรีกับประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย อะไรทำนองนี้

อันนี้ก็เป็นเหตุผลทางการเมืองที่แทรกอยู่ในเรื่องของการจัดทำเขตการค้าเสรี ซึ่งเราจะต้องพิจารณาด้วย

2. ผลเสีย

ตอนนี้เรามาดูในแง่ของผลเสีย ผลเสียมีอยู่หลายประการเหมือนกัน ซึ่งประเทศไทยในเวลาจะทำการเขตการค้าเสรีกับใคร เราจะต้องดูให้รอบด้านทั้งผลดี-ผลเสีย

2.1 สำหรับผลเสียประการแรก จะกระทบต่ออุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เราเรียกว่า อุตสาหกรรมทารก (Infant industries) คืออุตสาหกรรมที่ยังต้องการให้รัฐบาลปกป้องอยู่ เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่ ไม่มีความสามารถในการที่จะไปแข่งขันในเวทีโลกอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดเสรี อุตสาหกรรมเหล่านี้จะถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกจากอีกประเทศหนึ่ง

2.2 ผลเสียประการที่สอง คือว่าถ้าเราจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้าง มีการส่งออกสินค้าเหมือนกัน จะกลายเป็นมาแข่งกัน และสินค้าของประเทศนั้นจะเข้ามาตีตลาดสินค้าในประเทศเรา เพราะฉะนั้น ต้องดูกันให้ดีในเรื่องของโครงสร้างการผลิต แข่งกันหรือไม่ หรือว่าเกื้อหนุนกัน

2.3 การจัดทำเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี หรือแบบภูมิภาค จะเป็นการทำลายระบบการค้าโลก เป็นการทำลาย WTO เป็นการทำลายระบบพหุภาคีนิยม ซึ่งจริงๆ แล้วตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์ ระบบที่ดีที่สุดคือ WTO คือว่า ถ้าจะมีเขตการค้าเสรีนั้น ก็ควรจะเป็นเขตการค้าเสรีของทั้งโลกรวมกัน ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรีแบบ FTA ตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์ก็ถือว่าเป็น second best option แต่ the best option คือ WTO

2.4 การจัดทำเขตการค้าเสรีคู่หนึ่ง จะไปกระตุ้นให้ประเทศอื่นต้องแข่งที่จะจัดทำเขตการค้าเสรีเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้น FTA จะทำให้เกิด FTA มากขึ้นๆ จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้ามากขึ้น เพราะว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี อย่างเช่น ประเทศ A กับ ประเทศ B สองประเทศจะได้ประโยชน์ แต่ทว่า ประเทศนอกกลุ่ม ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีนั้นจะถูกกีดกัน เรียกว่าเป็นการกีดกันทางการค้า

2.5 ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ใหญ่จะได้เปรียบ ประเทศเล็กจะเสียเปรียบ เพราะว่าจะไม่มีอำนาจในการต่อรอง อันนี้เราคงต้องระมัดระวังในการที่จะไปเจรจากับสหรัฐก็ดี กับญี่ปุ่นก็ดี

2.6 ที่เกี่ยวข้องกันก็คือ การไปจัดทำเขตการค้าเสรีนั้น อาจจะทำให้ประเทศเราไปสู่สภาวะการพึ่งพาประเทศที่เราไปจัดทำเขตการค้าเสรีด้วย ที่เราเรียกในภาษาอังกฤษว่า over dependency เกิดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจซึ่งอาจจะมากเกินไป

2.7 ผลเสียประการสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าว โดยเฉพาะในแง่ของไทย คือว่า รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ยังขาดนักเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำเขตการค้าเสรี เพราะฉะนั้น ในสภาวะเช่นนี้ที่เราขาดนักเจรจา อาจจะทำให้เราตกเป็นรอง

นอกจากนั้น ผมอยากจะพูดเลยไปด้วยว่า เราขาดนักกฎหมายที่จะเข้าไปมีบทบาท ไปมีส่วนร่วมในการเจรจา เพราะว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีในลักษณะหนึ่งก็เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ข้อความต่างๆ ในนั้นมีผลผูกมัดกันอย่างไร อันนี้นักกฎหมายจะต้องเข้ามาช่วย ซึ่งผมคิดว่าเรายังขาด

สิ่งที่เราขาดอันสุดท้ายก็คือ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ การมองผลดี-ผลเสียของการทำเขตการค้าเสรี ไม่ใช่มองแต่เฉพาะผลดี-ผลเสียทางด้านเศรษฐกิจหรือมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น เราน่าจะมองจากมุมมองทางด้านรัฐศาสตร์ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศด้วย ซึ่งตรงนี้เรายังขาดอยู่เช่นกัน

3. ไทยกับเขตการค้าเสรี

ตามที่รัฐบาลทักษิณประกาศออกมา ก็ให้ความสำคัญกับการจัดทำเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับ 6 ประเทศ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ จีน และออสเตรเลีย และนอกเหนือจาก 6 ประเทศแล้วก็มีการเสนอการจัดทำเขตการค้าเสรีแบบเป็นกลุ่มอีก อย่างเช่นกลุ่มของ อาเซียน อาฟต้า อาเซียนกับจีน หรือระหว่างประเทศในแถบเอเชียใต้ด้วยกันที่เราเรียกว่า กลุ่ม BIMST-EC

ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียด ผมอยากจะให้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเราดูจากประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของเราที่เราค้าขายมากที่สุด ซึ่งอันดับหนึ่งคือญี่ปุ่น อันดับสองคือสหรัฐ สองประเทศนี้เราพยายามจะทำเขตการค้าเสรี เรามีการยื่นข้อเสนอแต่ว่าโดยสรุปแล้วคงจะยาก คงจะยืดเยื้อและคงจะใช้เวลานานพอสมควร เพราะฉะนั้น จะกลายเป็นว่าประเทศที่เราจะได้เนื้อได้หนังจริงๆ จากการทำเขตการค้าเสรี เพราะว่าเราค้าขายกับเขามาก กลับจะมีความยากลำบากมากในการเจรจาทำเขตการค้าเสรี

ในทางกลับกัน ประเทศที่เราค้าขายกับเขาไม่เท่าไร อย่างเช่น ออสเตรเลียซึ่งคิดเป็นสัดส่วนแล้วแค่ 2% เท่านั้นเอง ของการค้าโดยรวมของไทยซึ่งน้อยมาก แต่เพราะว่าความที่ค้าขายกันน้อยนี่เอง จึงกระทบกันน้อยจึงค่อนข้างจะไปกันได้ง่าย

จึงกลายเป็นว่าเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและออสเตรเลียขณะนี้กำลังจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด

สำหรับประเทศอยู่ตรงกลางๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่นจีน ในปัจจุบันยังถือว่าไม่มากนักในแง่ของระดับการค้าไทยกับจีน แต่ว่าจีนเองยังมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากทำเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคีกับไทย จะมุ่งไปที่อาเซียนเป็นหลักก่อน

ที่หายไปอันหนึ่งคือ สหภาพยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญทางด้านการค้าต่อไทย แต่ว่าเรายังไม่มีการพูดถึงการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งสหภาพยุโรปตอนนี้ก็มุ่งไปที่ภูมิภาคละตินอเมริกาและกำลังจัดทำเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโกอยู่

4. เขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น

ตอนนี้จะเจาะเป็นรายประเทศ ผมอยากจะเจาะโดยเรียงลำดับความสำคัญของประเทศที่มีความสำคัญทางด้านการค้าต่อไทยมากที่สุด ประเทศที่สำคัญที่สุดต่อไทยตอนนี้คือญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย เรานำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบๆ 30% ของยอดการนำเข้ารวม และส่งออกไปที่ตลาดญี่ปุ่นประมาณ 15-17% ของยอดการส่งออก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มาลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เงินกู้ ต่อไทยมากที่สุด เพราะฉะนั้น ในแง่ของความสำคัญทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นมาอันดับหนึ่ง

เพราะฉะนั้น เรามาดูว่า จะมีความเป็นไปได้และมีผลดี-ผลเสียมากน้อยแค่ไหน จากการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มมาจากตอนที่ท่านนายกฯ ทักษิณเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายปีที่แล้ว และได้มีการเสนอที่จะให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น แต่ว่าญี่ปุ่นก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพียงแต่บอกว่าให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ หลังจากนั้น มีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส แต่ยังไม่คืบหน้าอะไร

แต่ว่าในช่วงต้นปีนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางมาเยือนอาเซียนก็มาลงนามจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ ทางฝ่ายไทยก็พยายามที่จะผลักดันโดยบอกว่าเราอยากจะใช้ความตกลงญี่ปุ่นกับสิงคโปร์เป็นแม่แบบในการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น แต่สิงคโปร์นั้น ประเทศเกือบจะเป็นเสรีเต็มที่อยู่แล้ว ภาษีต่ำอยู่แล้วและสิงคโปร์ไม่มีภาคสินค้าเกษตรที่จะเป็นปัญหากับญี่ปุ่น พอได้รับการผลักดันจากไทย ญี่ปุ่นก็ค่อนข้างจะดึงเกมพอสมควร แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นคงจะต้องคำนึงถึงบทบาทของจีนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย จีนในขณะนี้ ได้รุกคืบหน้าเข้ามามากในแง่ของอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้น ญี่ปุ่นอาจจะมีความยากลำบากว่าจะเอาอย่างไรดี ในแง่หนึ่งก็ยังไม่ค่อยอยากจะทำเขตการค้าเสรีกับไทยมากเท่าไร และกับประเทศในอาเซียนด้วย แต่ว่าในอีกลักษณะหนึ่ง ก็คงจะต้องตามเกมจีนให้ทัน

ตอนที่นายกฯ ญี่ปุ่นโคอิซูมิ เดินทางมาเยือนอาเซียน ก็ได้เสนอกรอบที่เราเรียกว่า Comprehensive Economic Partnership หรือว่า หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ และเสนอว่า ความร่วมมือหรือความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะใช้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างสิงคโปร์กับญี่ปุ่นเป็นแม่แบบ

ตอนนี้เรามาดูว่า ไทยเราจะได้อะไรถ้าเผื่อมีการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

สิ่งแรกที่เราจะได้ คือ ตลาดสินค้าเกษตร ถ้าจะมองในแง่ของความเป็นไปได้ คิดว่าคงจะยาก แต่ถ้ามองในแง่ทฤษฎี หมายถึง หากเรามีเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ถ้าญี่ปุ่นเปิดตลาดสินค้าเกษตร เราจะได้ประโยชน์จากตรงนี้มากทีเดียว โดยเฉพาะสินค้าประมง และข้าว

เรื่องของอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหรือที่เรียกว่า non-tariff barriers ซึ่งญี่ปุ่นมีมาตรการในเรื่องเหล่านี้ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานสินค้า ในเรื่องของคุณภาพ ความสะอาด มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าเรามีการจัดทำเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่น มาตรการต่างๆ เหล่านี้คงจะผ่อนปรนลงไป สินค้าเกษตรของเราอาจจะเข้าไปได้ดีขึ้น

มาดูในแง่ของภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมนั้นคิดว่าคงจะถูกกระทบในทางลบ ถ้ามีการเปิดเสรีกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น สินค้าญี่ปุ่นคงจะเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยมากขึ้น

ผลในแง่บวกอีกประการหนึ่งคือ มีความเป็นไปได้ว่า การลงทุนน่าจะเพิ่มมากขึ้นจากการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

โดยรวมแล้ว ไทยอาจจะได้ประโยชน์มากกว่าญี่ปุ่นจะได้จากการจัดทำเขตการค้าเสรีนี้ เพราะฉะนั้น จึงทำให้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่ยอมทำกับไทย และอาจจะคงไปทำในกรอบใหญ่ คือกรอบของอาเซียนมากกว่า

5. เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ

ผมมองว่า คงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากลำบากพอสมควรทีเดียวในการที่จะเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐให้สำเร็จ

แต่ว่าแนวโน้ม คือว่า อเมริกานั้นได้หันกลับมาที่จะให้ความสำคัญต่อภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น ในอีกไม่นาน อเมริกาจะมีการจัดทำเขตการค้าเสรีกับสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่อเมริกาจะมีเขตการค้าเสรีทวิภาคีด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ตอนที่ Robert Zoellick USTR ของสหรัฐมาพบกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน ก็มีข้อเสนอของ ASEAN-US Business Council ว่าถึงเวลาแล้วที่จะได้มีการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับอาเซียน และทางภาครัฐบาลก็ได้ขอให้ทาง ASEAN-US Business Council ไปทำข้อเสนอให้เป็นรูปธรรม แล้วเสนอต่อการประชุมระหว่าง USTR กับ AEM ในการประชุมครั้งต่อไปในปลายปีนี้

พอถึงตอนที่มีการหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไทย รัฐมนตรีอดิศัย กับ Robert Zoellick ทางฝ่ายไทยเราก็เสนอว่า น่าจะมีการทำเขตการค้าเสรีไทยกับสหรัฐด้วย ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับสหรัฐ ก็บอกว่า มีการจัดทำกรอบความร่วมมือทางด้านการค้ากับการลงทุน ซึ่งเราเรียกว่า “Trade and Investment Framework” และกรอบความร่วมมือนี้จะมีการร่วมมือกันทางด้านการค้า ซึ่งอาจจะนำไปสู่การค้าเสรีในอนาคตด้วย

ผมเห็นว่า ในแง่ของความเป็นไปได้และความยากลำบากและระยะเวลาในการเจรจาคงต้องใช้เวลาอีกยาวนานทีเดียว แต่ผมอยากจะตั้งเป็นตุ๊กตาไว้ในการวิเคราะห์ว่า สมมุติว่า มีเขตการค้าเสรีไทยกับสหรัฐ เราน่าจะได้อะไรบ้าง

ผมคิดว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดของอเมริกามากขึ้น และน่าจะได้ประโยชน์ในเรื่องของการผ่อนปรนจากมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ที่อเมริกากำลังมีเพิ่มมากขึ้น

สมมุติว่าอเมริกายอมทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับไทย ประเด็นปัญหาการค้าขณะนี้ ซึ่งเรากำลังถูกเล่นงานหลายเรื่อง เราก็อาจจะผ่อนหนักเป็นเบาไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้กำลังมีกฎหมายการค้าที่จะผ่อนปรนให้กับประเทศในแถบอเมริกาใต้ในเรื่องของภาษีนำเข้าปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งจะลดภาษีให้เลย ซึ่งไทยเราก็กระเทือน ไทยจะถูกคิดภาษีเต็มที่ คือ ประมาณ 6-35% เป็นต้น

อเมริกากำลังออกกฎหมายใหม่เรียกว่า Bio-Terrorism Law ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะต่อต้านการก่อการร้ายในเรื่องของอาวุธเชื้อโรค ซึ่งจะปะปนมากับอาหาร และอเมริกาจะมีความเข้มงวดขึ้นในเรื่องของสินค้าอาหารที่จะส่งเข้าไป

อเมริกาเพิ่งจะมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า Farm Act ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2002-2012 Farm Act นี้ รัฐบาลสหรัฐจะให้การอุดหนุนเกษตรกรถึงหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระเทือนต่อสินค้าเกษตรของเราไม่มากก็น้อย

สำหรับในส่วนที่สหรัฐจะได้จากเขตการค้าเสรีนั้น สินค้าเกษตรก็ดี สินค้าที่เกี่ยวกับรถยนต์ยานยนต์ต่างๆ ก็ดี อันนี้อเมริกาคงจะได้ประโยชน์จากการที่ไทยต้องลดภาษีลง นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้าภาคบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องของการเงิน การธนาคาร การประกันภัย การโทรคมนาคมต่างๆ

ในการเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยกับอเมริกานั้น เราน่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะว่าอำนาจในการเจรจาต่อรองของเรากับอเมริกานั้นต่างกันมากทีเดียว อเมริกาจะกดดันเราได้หลายๆ เรื่อง ไม่แน่ใจว่าเจรจาในเรื่องเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีนั้น ประเทศเล็กๆ อย่างเราเมื่อไปเจรจากับประเทศใหญ่ เราจะได้ประโยชน์มากขนาดไหน ในเรื่องของการเจรจาเราคงจะเป็นรองในเรื่องของอำนาจการต่อรอง เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ในเรื่องของผลลบที่จะเกิดขึ้นหรือผลเสียที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดแล้วอาจจะได้ไม่เท่าเสีย

ผมคิดว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ทำคือ การวิเคราะห์ศึกษาถึงผลดี-ผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่าเป็นมุมมองที่ค่อนข้างจะแคบเกินไป คือมองในแง่ของเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ซึ่งผมก็กล่าวในตอนต้นแล้วว่า เราต้องมองในแง่ของกฎหมาย ในแง่ของทางด้านรัฐศาสตร์ด้วย จะทำให้เห็นถึงผลดี-ผลเสียในภาพรวมทั้งหมด

6. เขตการค้าเสรีไทย-จีน

สําหรับจีนนั้น ในช่วงปลายปีที่แล้วก็มีข้อตกลงที่จะจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ภายในระยะเวลา 10 ปี และขณะนี้ก็มีการดำเนินการ มีการหารือกันที่จะวางกรอบ ซึ่งมีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว

แต่เราจะ focus มาที่ไทย คือไทยกับจีนในลักษณะที่เป็นเขตการค้าเสรีทวิภาคี คงจะต้องมาดูกันว่าเราจะได้อะไรและเราจะเสียอะไร

สำหรับในแง่ของโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจนั้น จีนกับไทยนั้นคล้ายกัน คือมีสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตเหมือนกัน แล้วแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ รองเท้า ของเล่น เครื่องหนัง ฯลฯ เพราะฉะนั้น การจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับจีนนั้นจะทำให้ไทยเราเสียเปรียบ เพราะว่าจีนนั้นผลิตสินค้าเหมือนเราแต่ว่าจีนมีวัตถุดิบมากกว่าเรา แรงงานมากกว่าเรา ต้นทุนต่ำกว่าเรา และเทคโนโลยีจริงๆ แล้วตอนนี้ก็ไม่ได้ต่ำกว่าเรามากมายนัก เพราะฉะนั้น สินค้าเหล่านี้ส่งไปขายในเมืองจีนคงไม่ได้ และถ้าหากว่าจะส่งไปขายแข่งขันในประเทศที่สามนั้นก็คงจะลำบากเพราะว่าจีนเขาต้นทุนถูกกว่า

อันนั้นเป็นสินค้าทางด้านอุตสาหกรรม แต่ว่าในแง่ของภาคเกษตรดูเหมือนกับว่าจะเกื้อกูลกัน เพราะว่าจีนนั้นนำเข้าจากไทยเป็นพวกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา สินค้าประมง น้ำตาล ฯลฯ ซึ่งไม่ได้มาแข่งอะไรกับเรา เรานำเข้าจากจีนส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิ้ล ข้าวโพด

นอกจากนี้แล้ว โดยภาพรวมแล้วจีนมีอัตราภาษีศุลกากรสูงกว่าไทย และมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) มากกว่าเรา เพราะฉะนั้น ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรีนั้นเราน่าจะได้เปรียบตรงนี้

สรุปว่า ในแง่ของสินค้าเกษตรนั้น โดยภาพรวมแล้ว ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-จีน เราน่าจะได้ประโยชน์ ในแง่ของอุตสาหกรรมในบางเรื่องเราอาจจะได้ประโยชน์เหมือนกันคือ การนำเข้าวัตถุดิบจากจีนอาจจะถูกลง ทำให้ต้นทุนการผลิตนั้นต่ำลง อันนี้เราอาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อม แต่ว่าในแง่ของสินค้าอุตสาหกรรมนั้น เราคงจะต้องเจรจากับจีนเพื่อที่จะให้มีความยืดหยุ่น ที่จะปกป้องผลกระทบในทางลบอันนี้ แต่ว่าในที่สุดแล้วก็จะมาสู่คำถามที่ว่า แล้วจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จีนเขาจะยอมทำเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับไทย คำตอบก็คือว่า ขณะนี้คงยาก เพราะว่าจีนนั้นยังไม่มีท่าทีหรือเผยออกมาเลยว่าอยากจะทำเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับไทย

จีนสนใจทำเขตการค้าเสรีแบบพหุภาคี จีนต้องการจะอาศัยเขตการค้าเสรีเป็นการสร้างมิตร การสร้างแนวร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้น แนวโน้มก็คึอ จีนคงจะให้ความสำคัญกับกรอบของจีน-อาเซียนมากกว่า และคงยังไม่สนใจในเรื่องของไทยกับจีน

7. เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นตลาดที่กำลังขยายตัวด้วย แล้วก็อยู่ไม่ไกลจากประเทศเราเท่าไรนัก ไทยกับออสเตรเลียการค้าในขณะนี้ยังไม่มากนัก มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีก ไปๆ มาๆ แล้ว กลายเป็นว่า ที่เราวิเคราะห์กันตั้งแต่แรกไม่ว่าเขตการค้าเสรีไทยกับสหรัฐก็ดี กับญี่ปุ่นก็ดี กับจีนก็ดีนั้น ดูค่อนข้างจะยาก แต่ว่าในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ กลายเป็นว่าประเทศที่ไม่ใช่คู่ค้าสำคัญกลับมีความเป็นไปได้มากกว่า

เพราะฉะนั้น ขณะนี้ข่าวที่ออกมาล่าสุดก็คือว่า เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียคงจะมีการตกลงกัน และอาจจะเป็นไปได้ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี และในช่วงที่ท่านนายกฯ ทักษิณจะเดินทางไปเยือนออสเตรเลียนั้น ก็คงจะมีการหารือกันในรายละเอียด อันนี้คงจะมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

จึงอยากจะวิเคราะห์ในแง่ของผลดี-ผลเสียของเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียขณะนี้ถือว่าน้อยมาก เพียงแค่ 2% อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการผลิตสินค้านั้นเกื้อกูลกัน คือแตกต่างกันและไม่แข่งขันกันเท่าไรนัก โดยไทยเรานั้นนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตเพื่อการส่งออก อย่างเช่น ฝ้าย นมผง แร่ธาตุ หนังดิบจากออสเตรเลีย ในขณะที่เราก็ส่งออกสินค้ายานยนต์ ของเล่น สินค้าเกษตร

ผลดีอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะมองดูเหมือนกับเป็นการเอาเปรียบประเทศอื่นเหมือนกัน คือว่า ก่อนหน้านี้ทางอาเซียนก็มีการเจรจากับออสเตรเลียอยู่เหมือนกันที่จะจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน อาฟต้า กับออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แต่ว่าก็ยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไรนัก จึงกลายเป็นว่า ถ้าเรารีปไปทำเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับออสเตรเลียก่อนเราจะได้เปรียบอาเซียนอื่น

ก่อนหน้านี้มีการจัดตึ้งคณะทำงานระหว่างไทยกับออสเตรเลีย วิเคราะห์ถึงผลดี-ผลเสีย ผลกระทบต่างๆ ผลการศึกษาออกมาในลักษณะที่เป็นบวกเสียเยอะ คือมีกาคคาดการณ์เป็นตัวเลขที่สวยหรูมากเลยว่า ถ้ามีเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลียนั้น GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 25,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ออสเตรเลียจะได้ GDP เพิ่มขึ้นถึง 6,600 ล้านเหรียญ

ในแง่ของภาษีนั้น ทั้งไทยและออสเตรเลียคงจะได้ประโยชน์จากการลดภาษี ไม่ว่าจะเป็นสินค้ารถยนต์หรือสินค้าเกษตร

ออสเตรเลียมองว่าคงจะได้ประโยชน์จากการจัดทำเขตการค้าเสรี ซึ่งอาจจะเลยเข้าไปถึงภาคบริการด้วย เขาจ้องมองเรา ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคารหรือในเรื่องของการประกันภัย เขาคงจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ และมองไปด้วยว่าการลงทุนก็คงจะเพิ่มมากขึ้น

ทางด้านสินค้าเกษตร ผลของการศึกษาร่วมมองว่า ถ้ามีการลดภาษีในเรื่องของสินค้าเกษตร ไทยเราน่าจะได้ประโยชน์ เราน่าจะส่งออกไปได้มากขึ้น และผู้บริโภคจะบริโภคสินค้าถูกลง อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าของไทย การแปรรูปอาหารต่างๆ จะมีวัตถุดิบนำเข้าต่ำลง น่าจะเป็นผลดีในแง่ภาพรวม สินค้าเกษตรของไทยกับออสเตรเลียนั้นเกื้อกูลกัน ในแง่ของตัวสินค้าต่างกัน อย่างเช่น ไทยเราส่งออกข้าว ของออสเตรเลียก็จะเป็นข้าวสาลี สินค้าอาหารทะเล ของไทยเราจะเป็นอาหารสด ออสเตรเลียจะเป็นแปรรูป หรือว่าอย่างผลไม้ของไทยจะเป็นผลไม้เมืองร้อน ออสเตรเลียก็จะเป็นผลไม้ในเขตอบอุ่น อะไรทำนองนี้ ซึ่งจะเกื้อกูลกันไป

ในแง่ของสินค้าอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็เกื้อกูลกันคือ ไทยเราเน้นในเรื่องของรถขนาดเล็กกับรถปิกอัพ ส่วนออสเตรเลียเขาเน้นเรื่องการผลิตรถขนาดใหญ่
นอกจากนั้น ยังมีการวิเคราะห์ว่า ไทยเราน่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าสิ่งทอด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองผลการศึกษาร่วมนี้อะไรก็ดูดีไปหมด แต่ว่าถ้าเราจะมาดูข่าวที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดการประชุมหารือกันกับภาคเอกชน ซึ่งภาคเอกชนเขาก็กล่าวเตือนมา อย่างคุณพรศิลป์ ซึ่งเป็นประธานของกลุ่มสินค้าอาหารของสภาอุตสาหกรรม ก็เตือนว่า ภาคเกษตรของเราจะถูกกระทบจากเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย เพราะว่าเรายังมีความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องของนม เนย เนื้อสัตว์ (daily products) นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีข้อวิจารณ์ของนายกสมาคมสิ่งทอของไทยกล่าวเตือนว่า จะมีผลกระทบในทางลบจากการที่ออสเตรเลียจะส่งออกสินค้าสิ่งทอมายังประเทศไทย อันนี้เป็นมุมมองของภาคเอกชนไทยซึ่งมองต่างจากผลของการศึกษาร่วม ซึ่งผลของการศึกษาจะออกมาในแง่ที่เป็นแง่บวกเสียเยอะ แต่ในแง่ของภาคเอกชนไทยเองแล้วเขาค่อนข้างที่จะกังวลอยู่เหมือนกัน

sector อื่นๆ ที่ผมคิดว่าออสเตรเลียเขาคงจะได้ประโยชน์ จะเป็นสาขาที่เกี่ยวกับภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการศึกษา เป็นไปได้ว่าถ้ามีเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย สถาบันการศึกษาของออสเตรเลียอาจจะย้ายฐานหรือว่าเข้ามาเปิดสาขาได้สะดวกมากขึ้นในเมืองไทย
นอกจากนั้นแล้ว ในด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายคงจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ผลสรุปของการศึกษาบอกว่า การที่อุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวนั้นจะมาอยู่ที่ไทยมากกว่าออสเตรเลีย คือออสเตรเลียน่าจะได้ประโยชน์มากกว่าเรา เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น sector ในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง ในเรื่องของการเงิน ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ อะไรเหล่านี้เป็นสิ่งที่ออสเตรเลียเขามองว่าเขาจะได้ประโยชน์จากการจัดทำเขตการค้าเสรีดังกล่าว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s